Blogs Categories

Links


Share
By yobireley, 2010-06-10 22:54:58, 1 comments , แสดงไปแล้ว ครั้ง


จากบันทึกตอนที่ 210
      
ตั้งแต่ครั้งที่เราต่างทะเลาะกัน เหตุและผลมากพอจะทำให้เธอหมดสิ้นความรู้สึกดีๆ ที่ฉันนั้นเก็บให้เธอ แต่ละครั้งที่เราออนเอ็มไม่เจอ แอบสอบถามอยากรู้ข่าวคราวของเธอจากเพื่อนที่เจอ ฉันเฝ้าติดตามเธออยู่เสมอ ยิ่งดูภาพที่เราเคยถ่ายคู่กันก็ยังยิ้มกับมันด้วยความชื่นใจ แต่ก็ยังเสียดายกับการสูญเสียเธออยู่เรื่อยมา ได้ยินเสียงบทเพลงที่เธอชอบฟังและทุกครั้งก็ยังแอบมีน้ำตา ยิ่งเวลารู้สึก ไม่มี ไม่เหลือใครอยู่ตรงนี้  ขอบฟ้าที่เรานั่งมองคราวนั้นยังมีความหมาย ต้นไม้ลำธารยิ่งมองยิ่งคิดถึงเธอมากมาย ชีวิตที่มันขาดเธอวันนี้ยังเดินต่อไป แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ

       บันทึกนี้อาจจะเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่จะส่งถึงเธอ เราคงไม่มีอะไรจะแก้ตัวนอกจากคำว่า “ขอโทษ”  ตั้งแต่ค่ายเซเวียร์ ค่ายเพาะรัก จนถึงครูบ้านนอก นับว่าเราเป็นเพื่อนชาวค่ายกันจริงๆ รู้จักกันแต่ในเฉพาะสังคมของชาวค่าย แต่เราก็มีพื้นฐานอะไรหลายอย่างที่แตกต่างกัน เธอเกิดกรุงเทพฯ เราเกิดบ้านนอก เธอนับถือคริสต์ เรานับถือพุทธ บ่อยครั้งที่ธรรมะของเราไปลบหลู่พระเจ้าของเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ เราเข้าใจว่าการเมืองของเธอคือประชาธิปไตยบนรากฐานความดี แต่เราก็อยากให้เธอเข้าใจด้วยว่าการเมืองของเราคือเรื่องปากท้องของพี่น้องคนจน คนชนบท ซึ่งมันมีเหตุมีผลที่มันต้องเป็นไปอย่างนั้น เรารับไม่ได้เวลามีคนดูถูกเหยียดหยามพี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา คนบ้านเรา โดยเฉพาะถ้าคนๆ นั้นอยู่ในความสนใจของเรา คนนั้นก็คือเธอ

       นั่นคือความในใจที่ผมอยากจะบอกให้เธอคนนั้นรับรู้เอาไว้ ทุกครั้งเวลามีเรื่องไม่สบายใจ ผมรู้ดีว่าต้องทำยังไง มันต้องมีเรื่องราวใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เจอผู้คนแปลกใหม่ ถึงจะไม่ช่วยให้เราลืมเรื่องเก่าได้ แต่ก็ช่วยพัดพาให้มันจางลงไป

       นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตบปากรับคำเข้าร่วมค่ายกับพี่หน่อย รุ่นพี่ค่ายเซเวียร์และอดีตครูบ้านนอก พี่หน่อยเป็นชาวค่ายบ้านเซเวียร์รุ่นบ้านน้ำเค็ม สมัยคลื่นยักษ์สึนามิ จบจากวิทยาลัยพยาบาล เคยเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิกระจกเงาและเป็นคนจัดค่ายให้วิทยาลัยพยาบาลเสมอมา ผมดีใจที่ได้เห็นผลิตผลของบ้านเซเวียร์ออกสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ

       หลายคนสงสัยว่าทำไมคนหัวรุนแรงอย่างผมไม่เข้าร่วมสงครามกลางเมืองครั้งนี้ ผมตอบได้ทันทีว่ามันไม่ใช่อุดมการณ์ของผม ผมไม่ต้องการให้แผนการมันดำเนินมาอย่างนี้ ทุกครั้งเวลามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ผมจะวิเคราะห์ถูกเสมอว่าผลจะออกมาเป็นยังไง คราวนี้ก็คงเหมือนเดิม ทหารนับหมื่นกับประชาชนที่มีมากกว่าทหารเพียงแค่ไม่กี่เท่านั้น ไม่ต้องได้คิดอะไรมาก ผมเก็บกระเป๋า ปิดห้องทิ้งไว้ แล้วเดินทางไปสถานีรถไฟ ราวกับมดหนีน้ำ ที่รู้ว่าฝ่ายเรากำลังจะพ่ายแพ้

       15 พ.ค.  ที่สถานีรถไฟไม่ค่อยมีอะไรขาย ผมจึงได้แต่ซื้อแหนมหมูยอมากินกับข้าวเหนียวในตอนเช้า บรรยากาศในตอนเช้าก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเมืองที่เกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังทหารกับกลุ่มติดอาวุธของฝ่ายผู้ชุมนุมที่เกิดขึ้นเมื่อคืนและมันจะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้านี้

       รถไฟออกจากสถานีหัวลำโพงเวลา 8.00   ผมโทรถามเหมียวประธานค่ายให้แน่ใจถึงหมายเลขตู้โบกี้ โดยมีพี่ต๊ะจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมเดินทางไปเพื่อประเมินค่าย เนื่องจากค่ายนี้ได้งบประมาณจาก สสส.   ผมกับพี่ต๊ะนั่งรถไฟไปด้วยกันโดยมีชาวค่ายที่เหลือทั้งหมดรอขึ้นรถที่สถานีรถไฟสามเสน

       ผมรู้ว่าการไปค่ายครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งก่อน ค่ายนี้ผมไม่ต้องได้เตรียมรองเท้าผ้าใบที่กันทากเวลาเดินป่า  ในกระเป๋าผมจึงมีเพียงแปรงฟัน เสื้อผ้าและไฟฉาย

       รถไฟถึงสามเสนทุกคนขนกระเป๋าขึ้นรถกันอย่างเร่งรีบ แต่ละคนนั่งประจำที่ของตัวเอง กลองเคาะจังหวะถูกนำมาวางไว้กลางโบกี้ โทรโข่งอยู่ในมือผม

       “ตา แดง แดง อย่ามายะ น้องแรง น้องเจ็บหัวเข่า”  เสียงเพลงเริ่มดังขึ้นตามด้วยกิจกรรมการรับน้องของนักศึกษาพยาบาลก็เกิดขึ้นอย่างสนุกสนานแบบหนวกหูประชาชนบนรถไฟ

       ทุกคนได้ป้ายชื่อห้อยคอที่ไม่ใช่ชื่อตัวเอง นั่นก็คือว่าแต่ละคนต้องหาให้เจอว่าป้ายชื่อตัวเองอยู่ที่ใคร นอกจากป้ายชื่อแล้วก็ต้องจับฉลากบั๊ดดี้ เหมือนอย่างทุกค่ายที่ผมเคยเจอมา

       ค่ายนี้มีหลายคนที่หน้าตาและบุคลิคคล้ายคนที่ผมรู้จัก  ทิ้ง พยาบาลปี 3 หน้าคล้ายหลิน รุ่นน้องที่มหาลัยผม  ปุย พยาบาลปี 2 หน้าคล้ายโบศรีราชา  ไข่เจียว อดีตนิสิตจุฬาฯ หน้าคล้ายเมซี่  อ้น นิสิต มศว. หน้าคล้ายเบ๊นซ์  แต่ที่ทำให้ผมตกตะลึงคือปาล์ม พยาบาลปี 3 เธอหน้าคล้ายอ้อแฟนเก่าของผม

       คนที่ไม่ใช่นักศึกษาพยาบาลที่มาร่วมค่ายนี้ได้ ต่างมีที่มาจากพี่หน่อยทั้งนั้น ทั้งนัท บอม บูม อ้น ต่างก็เคยร่วมค่ายอื่นกับพี่หน่อยมาก่อน อย่างผมก็เป็นรุ่นน้องค่ายเซเวียร์ของพี่หน่อย ส่วนไข่เจียวก็เป็นครูบ้านนอกรุ่นเดียวกับพี่หน่อย ที่เหลือก็จะมีพี่คึกคัก อรรถและแบงค์ สามหนุ่มสถาปัตย์จากราชมงคลที่ไข่เจียวพามาด้วย ดังนั้นถ้าไม่นับน้ำแข็งกับแอนท์ ที่พวกเราถือว่าไม่ใช่ชายแท้ ก็จะเหลือเนสเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ชายที่เรียนพยาบาล

       รถไฟถึงสถานีบางมูลนาค ทุกคนช่วยกันขนของไปขึ้นรถสองแถว รถที่พวกเรานั่งพาเรามุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้านน้ำผึ้ง เส้นทางเป็นดินลูกรัง รถคันที่ผมนั่งได้เปรียบเพราะวิ่งนำหน้า รถคันหลังจึงต้องพากันปิดจมูกเพราะฝุ่นตลบคลุ้งกระจายเต็มไปหมด

       รถพาพวกเรามาจอดทิ้งกลางทาง สองข้างทางเป็นไร่อ้อย มีคนขี่รถมอเตอร์ไซค์มาบอกว่าพวกเราต้องเดินไป มันเป็นกิจกรรมค่าย ชาวค่ายต้องเดินเท้าไปจนถึงโรงเรียนเพื่อลิ้มรสความลำบาก ขนาดผมเป็นผู้ชาย ผมยังหงุดหงิดขี้เกียจเดิน แต่พอเดินไปเรื่อยๆ ประมาณว่าถ้าฝนตกกางเกงในยังไม่ทันเปียก พวกเราก็มาถึงโรงเรียนบ้านน้ำผึ้ง ผมแอบคิดในใจว่า “แค่นี้อ่ะนะที่ให้เดิน จะเดินทำเพื่อ...?”

       ในวันแรก พวกเราได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากท่าน ผอ. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. กับข้าวมื้อแรกนั้นผมจำไม่ได้ว่าเราทานข้าวกับอะไร จำได้แต่งานแรกที่ผมลงมือทำคือ จับจอบขุดหลุมฝังเศษอาหาร แค่เริ่มงานแรกก็เล่นเอาผมเจ็บมือไม่น้อยเพราะดินแข็งมาก

       คืนแรกยังไม่มีการแบ่งเวรยาม แบบว่าทุกคนต่างก็เหนื่อยกันมาจากการเดินทาง เวรยามในคืนนี้จึงเป็นลักษณะของการอยู่ยามแบบมั่วๆ ใครนอนไม่หลับออกมานั่งคุยกันนอกห้องก็ถือว่าคนนั้นแหละเป็นยามไปในตัว ห้องนอนของผู้หญิงจะมีอยู่สองห้อง ส่วนผู้ชายมีน้อยนอนในห้องพักครู ข้างนอกตรงระเบียงมีเปลผูกเชือกมัดกับเสาเป็นที่นอนของบอม นายสิบทหารบกผู้อาสารับใช้ค่ายนี้มานาน ไม่เหมือนผมเพิ่งเคยมาร่วมค่ายเป็นครั้งแรก ในค่ายนี้มีบอมเพียงคนเดียวที่พกปืนมาด้วยเพราะเขาเป็นทหาร พวกเราจึงสบายใจได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะมีทหารนายนี้คอยคุ้มครองทุกคนในค่าย

       ผมอยู่ยามทุกคืนโดยการนอนที่ระเบียงหน้าห้อง กึ่งหลับกึ่งตื่น ร่างกายนอนนิ่งเหมือนคนนอนหลับ แต่หูยังฟังเสียงทุกคนที่มานั่งคุยกันที่ระเบียง

       เวลาประมาณตีสี่ เงียบสงัดดังต้องมนต์สะกด ลมโชยมาเบาๆ พัดพาเศษใบไม้ค่อยๆ ปลิวเกิดเสียงดังเสาะแสะ ถึงผมจะหลับตาแต่หูผมยังคอยฟังเสียง

       “ไอ้เลว มึงเป็นใคร มึงมาทำไม มึงเป็นพระประสาอะไร ไอ้เหี้ยเอ๊ย...”  เสียงผู้ชายวัยกลางคนตะโกนด่ามาแต่ไกล คนที่นอนไม่หลับคงได้ยินเสียงนี้กันทุกคน ผมสอดสายตามองดูเห็นเงาดำของชายนิรนามคนหนึ่งยืนคุมเชิงอยู่ชายป่านอกเขตโรงเรียน ผมเชื่อว่าบอมก็คงบรรจุกระสุนเต็มซอง เสียงตะโกนนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เรามองเห็นตัวตนของคนต้นเสียงนั้นชัดเจนขึ้น เป็นผู้ชาย มองไม่เห็นใบหน้าเพราะอยู่ในระยะไกล แล้วเสียงนั้นก็ค่อยเบาลงพร้อมกับเงาดำของชายนิรนามที่ค่อยๆ เคลือบคลานถอยหายไปหลังต้นไม้

       16 พ.ค.  ตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ทำท่ากายบริหาร หลังจากกิจกรรมหน้าเสาธงจบลง ผมจึงรู้คำตอบจาก ผอ. หลังจากรับประทานมื้อเช้าเสร็จว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อคืนคือเสียงของคนบ้าเสียสติ เขาจะมายืนตะโกนด่าอยู่ที่บริเวณเดิม ในเวลาเดิมทุกคืน คล้ายกับอาการป่วยทางจิตที่ชอบทำอะไรซ้ำๆ ทุกวัน บางทีก็จะมาทุบทำลายพระพุทธรูป

       พอรู้ว่าเป็นคนไม่ใช่ผีก็โล่งอกไปที แต่ละคนถูกแบ่งหน้าที่ให้ไปอยู่ตามส่วนต่างๆ และเป็นที่แน่นอนว่าผู้ชายร่างกายกำยำอย่างผมก็ต้องถูกจัดให้อยู่โครงสร้าง มีหน้าที่สร้างห้องปฐมพยาบาล คนอย่างผมเรียนช่างมาทั้งชีวิต เสียอยู่อย่างเดียวที่มันไม่ใช่ช่างไม้ นานจนผมจำไม่ได้แล้วว่าผมเลื่อยไม้และตอกตะปูครั้งล่าสุดในชีวิตเมื่อไหร่ ก็เลยทำให้งานออกมาคดๆ งอๆ แต่ถ้าเป็นงานทาสีกับงานเดินสายไฟหละก็ ไม่มีเกี่ยง

       เรื่องการออกแบบห้องสบายใจได้เพราะเรามีเด็กสถาปัตย์มาค่ายถึงสามคน วิศวะไฟฟ้าอย่างผมเลยมีค่าแค่ต่อหลอดไฟส่องสนามฟุตบอล อรรถเริ่มใช้ความรู้ที่เรียนมาดีไซน์ห้องที่จะสร้างลงบนกระดาษ พวกเราเริ่มขนย้ายของ วัดแนวไม้ ตีผนังกั้นห้อง

 

 

       มาค่ายนี้ผมรู้สึกดีกว่าค่ายอื่นๆ ก็ตรงที่เวลาทำงานเหนื่อยๆ ก็มีสาวๆ คอยให้กำลังใจ มีน้ำเย็นๆ มาเสิร์ฟให้ แบบนี้ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็ยังโอ้หลั่นล้าได้เสมอ

       ถึงเวลาเที่ยงก็มานั่งทานข้าวพร้อมหน้ากัน บ่ายโมงก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ตามโครงต่างๆ ดังนั้นช่วงเวลาที่เหลือหลังจากทานข้าวเสร็จจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการชำระสะสางเรื่องส่วนตัว กางเกงใน เสื้อผ้า ที่เอามาไม่ครบใส่สำหรับ 7 วัน ต้องรีบเอาออกมาซักตาก

       กลิ่นจากโรงอาหารโชยมาถึงห้องที่พวกเราทำงาน เย็นวันนี้มีปลัดอำเภอมาเยี่ยมพวกเราถึงค่าย เป็นธรรมเนียมของการเยี่ยมเยือนที่ต้องมีของฝากเป็นน้ำ ขนมและผลไม้

       กิจกรรมสันทนาการเริ่มขึ้นหลังมื้อเย็น คืนนี้ผมอยู่เวรช่วงตีสองถึงตีสี่กับน้องผู้หญิงสามสี่คน แต่ก่อนจะถึงเวลาเข้าเวรก็ไม่อยากนอน คนเราเวลามาค่ายก็อยากจะเก็บบรรยากาศไว้ให้มากที่สุด คืนนี้ก็เลยรวบรวมคนที่นอนไม่หลับมานั่งล้อมวงกัน โดยให้เล่าเรื่องที่เศร้าที่สุดในชีวิต แต่ก็ไม่ค่อยมีใครยอมเล่า เห็นมีก็แต่พี่คึกคักเล่าว่าเรื่องที่เศร้าที่สุดในชีวิตคือการที่พ่อกับแม่มีลูกอย่างแก เพราะว่าแกอายุ 28 ปีแล้วยังเรียนไม่จบปริญญาตรี

       พอไม่มีใครยอมเล่าต่อก็เลยเปลี่ยนหัวข้อเป็น “รักครั้งแรก” ก็ยังไม่มีใครยอมเล่าอีก เพราะมันไม่ได้บรรยากาศลึกซึ้งที่จะทำให้แต่ละคนอยากเปิดใจ ก็เลยหันมาเล่นเกมสนุกๆ กันดีกว่า มองดูรอบกายเพื่อหาอุปกรณ์มาเล่นเกม ไพ่ก็ไม่มี มีแต่ขวดน้ำดื่ม ก็เลยเล่นเกมจับคนแพ้กินน้ำ น้ำที่ใส่ถังไว้ให้ชาวค่ายดื่ม หมดไปประมาณครึ่งถัง พอเลิกเล่นก็เดินไปเข้าห้องน้ำกันเป็นขบวน เลยเป็นที่มาของคำว่า “แก๊งเยี่ยว”

       เวลาประมาณ 01.40 น ผมกะว่าจะนอนเอาแรงซัก 20 นาทีก่อนที่จะเข้าเวรตอนตีสอง แต่พอนอนแล้วมันก็เลยหลับยาวไปเลย ตื่นมาอีกทีก็ตีสี่ หมดเวรพอดี ก็เลยกลายเป็นว่าคืนนี้ผมหลับยามปล่อยให้น้องผู้หญิงสามสี่คนเฝ้ายามกัน พวกนั้นบอกว่าเห็นผมเพิ่งนอนไปตอนตีหนึ่งกว่าก็เลยไม่กล้าปลุก

       17 พ.ค.  เพิ่งผ่านไปแค่สองวัน สำหรับการอยู่ค่ายนั้น เวลาวันสองวันก็มากพอที่จะให้คนเราสนิทกันถึงขั้นเล่นหัวกันได้ ใครไม่ค่อยกล้าคุยด้วยก็เริ่มคุยด้วย วันนี้เป็นวันที่สามของการอยู่ค่าย โครงสร้างเริ่มทาสีแล้ว ห้องสีฟ้าเห็นแล้วน่านอนมาก อดไม่ได้ที่จะอู้งานแอบไปหลับอยู่ตามมุมต่างๆ เพราะแต่ละวันนอนน้อย มัวแต่นั่งเล่นนั่งคุยกันตอนกลางคืน คืนนี้ก็เหมือนเดิม เนื่องจากห้องพักครูซึ่งเป็นที่นอนของพวกผู้ชายนั้นมีทีวี ก็เลยทำให้มีผู้หญิงมากมายมาครอบครองพื้นที่เพื่อนั่งดูละคร บรรยากาศคืนนี้เหมือนดูหนังกลางแปลง หลับไม่ลงต้องถ่างตาขึ้นมาดูเพราะเสียงเชียร์ละครของพวกผู้หญิงนั้นดึงดูดความสนใจเหลือเกิน “ว้าย...ว้าย...” เสียงของพวกผู้หญิงกรี๊ดดังขึ้นหน้าจอทีวี ผมรีบลุกขึ้นดู ปรากฏว่าเป็นฉากที่พระเอกกับนางเอกกำลังจะจูบกัน

       คืนนี้มีประชุมลับของพวกผู้ชาย เนื่องจากพี่ต๊ะจะไปแล้ว แกมาอยู่ค่ายเราแค่สองสามวันแล้วจะไปประเมินค่ายอื่นต่อ พวกเราคิดว่าจะเลี้ยงส่งพี่ต๊ะ แต่ไม่รู้ว่าพี่ต๊ะแกจะอะไรยังไง แกจะเคร่งครัดถึงขนาดที่ว่าไม่กินเหล้าหรือเปล่า ถ้าเกิดเขาประเมินให้ค่ายเราไม่ผ่านขึ้นมาจะทำยังไง หลายคนพูดด้วยความมั่นใจว่าพี่ต๊ะกินเหล้าแน่นอน มีพวกเราคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “พี่ต๊ะจะไปค่ายของวิศวะศรีปทุม คิดดูสิ ยังไงก็ต้องมีเหล้า ถ้าไม่กินจะให้เตะเลยอ่ะ”

       และแล้วปฏิบัติการก็เริ่มขึ้น เหล้า โซดา น้ำอัดลม น้ำแข็ง ที่หามาจากข้างนอกค่ายตอนไปซื้อไม้อัด ถูกลำเลียงไปไว้ที่ม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้ พออัญเชิญพี่ต๊ะมาแล้วก็เริ่มตั้งวงกันเลย คืนนี้คงมีคนสงสัยแน่เลยว่าพวกผู้ชายหายไปไหนกันหมด

       คุณเคยได้ยินไหมว่าเรื่องที่ผู้ชายคุยกันต้องมีเรื่องรถ เรื่องปืน เรื่องผู้หญิง ผมเองยังไม่เคยเจอวงเหล้าที่ไหนจะเป๊ะตามนี้ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มคำนิยมนี้ขึ้นมา แต่เท่าที่ผมเห็นมาผู้ชายเราก็คุยกันไปทั่ว ที่เยอะสุดน่าจะเป็นเรื่องฟุตบอลมากกว่า แต่วันนี้วงสุราวงนี้มีครบ แถมยังเรียงตามสูตรเป๊ะโดยไม่ได้ตั้งใจ

       เริ่มตั้งแต่รถรุ่นนั้นรุ่นนี้ ลามไปจนถึงข่าวเสธ.แดงถูกยิง ตอนนี้ตายแล้วที่โรงพยาบาลวชิระ ถูกยิงด้วยปืนชนิดนั้นชนิดนี้ คุยเรื่องปืนยาวหน่อย เพราะมันมีเยอะ ทั้งอาก้า เอชเค เอ็มสิบหก เอ็มหกสิบ เอ็มเจ็ดสิบเก้า เอ็มสองศูนย์สาม ไรเฟิล จุดสามห้าเจ็ด สิบเอ็ดมอมอ ก็เข้าเรื่องผู้หญิงหละทีนี้

       พอมาถึงเรื่องนี้ สติสตังค์มันไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว แอลกอฮอล์มันหล่อเลี้ยงสมองจนได้ที่ คิดอะไรในใจก็จะเปิดเผยออกมาหมด ในที่สุดก็เปิดใจกันตรงๆ ทีละคนวนซ้ายกันไปว่าชอบผู้หญิงคนไหนในค่าย หลายคนชอบผู้หญิงคนเดียวกันก็ไม่ว่าอะไร มันเรื่องธรรมดา เท่าที่ผมจำได้กระแสมันก็จะวนเวียนอยู่ที่ ปาล์ม เปิ้ล โอ เฟิร์น เหมียว อิงอิง น่าแปลกที่ไม่มีน้องนุชอยู่ในโผ ทั้งที่ในค่ายเราโหวตกันว่านุชสวยที่สุด แต่จริงๆ แล้วผู้ชายเราคิดเหมือนกันหมดว่านุชเป็นเด็กเรียน เรียบร้อยเกินไป

       นอกเหนือจากนั้นก็จำไม่ได้แล้วว่ามีใครอีกบ้างที่เป็นขวัญใจชายหนุ่ม เพราะตอนนั้นเมางึกๆ งัก ๆ  ตอนเมาไม่ใช่ปัญหา ตอนสร่างเมาตื่นเช้าขึ้นมาเนี่ยสิ ใครชอบผู้หญิงคนเดียวกันก็คงต้องไปเคลียกันเอาเองแล้วหละ

จากบันทึกตอนที่ 211
       18  พ.ค.  สัญญาณเสียงเรียกชาวค่ายไปออกกำลังกายตอนเช้าปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาด้วยอาการมึนเมาโซ้งโล้งเซ้งเล้ง พยายามลุกขึ้นลืมตาดูโลก เห็นมีแต่ผู้หญิงลงไปเข้าแถว ส่วนผู้ชายยังนอนกองอยู่ในห้อง เสียงจากก้นบึ้งจิตใจด้านที่เกียจคร้านมันเรียกร้องให้ผมนอนต่อ แล้วมันก็ทำให้ผมพลาดมื้อเช้าไปอย่างน่าเสียดาย

       วันนี้ภารกิจที่ผมได้รับมอบหมายไม่ค่อยมีอะไรน่ากังวนใจเพราะมันคือการเก็บรายละเอียดของงานเล็กๆ น้อยๆ   ทาสีเพิ่มเติมนิดหน่อยก็เสร็จแล้ว  มันเสร็จเร็วจนทำให้ผมได้รับคำสั่งโยกย้ายให้ไปซ่อมแซมสนามเด็กเล่น ผมรู้สึกว่ามันเป็นโชคดีกว่าการทำแปลงปลูกผัก เพราะเมื่อคืนผมเพิ่งเยี่ยวใส่แปลงผักไม่ต่ำกว่าสามรอบ เรื่องบางเรื่องถ้าเราเงียบเอาไว้มันอาจจะดีที่สุด

       ตั้งแต่มาอยู่ค่ายผมยังไม่เคยอยู่โครงสอนกับโครงวิถีชุมชน โครงสอนก็เหมือนโครงเด็กของค่ายเซเวียร์ ส่วนโครงวิถีชุมชนก็คล้ายโครงปฏิสัมพันธ์ของค่ายเซเวียร์ เพียงแต่โครงวิถีชุมชนเขาไปให้ความรู้ชาวบ้านในเรื่องเกี่ยวกับสุขอนามัยและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งถ้าผมไปก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก ผมได้แต่ฟังเรื่องเล่าจากปากของคนที่เขาไปกันมา แต่ได้ยินว่ามีการตรวจสุขภาพให้ประชาชน อันนี้ผมอาจช่วยได้  ผมเพิ่งไปบริจาคโลหิตเป็นครั้งที่ 24 ก่อนจะมาค่าย   24 ครั้งมันมากพอจนทำให้ผมอ่านเครื่องวัดความดันโลหิตเป็น ถึงแม้ผมจะไม่เข้าใจว่าความดันโลหิตหมายถึงอะไรก็ตาม

       หลังจากที่งานของโครงสร้างเสร็จสิ้นลง ก็มีคำสั่งโยกย้ายให้ผมไปอยู่โครงส่งเสริมสุขภาพเพื่อร่วมแข่งขันกีฬากับชาวบ้าน การที่ลงแข่งขันมะเขือตีมะนาวกับวิ่งเปี้ยวกางเกงใน มันทำให้ผมดูเสียภาพพจน์ไปมากพอสมควร

       การแข่งขันจบลงด้วยการแข่งชักกะเย่อ มีการแจกเสื้อให้ชาวบ้านที่มาร่วมกิจกรรม แล้วพวกเราก็เต้นเพลงแล๊คตาซอย 5 บาทเพื่อขอบคุณสปอนเซอร์  หลังจากกิจกรรมสนุกจบลงก็เริ่มซีเรียดจากเรื่องที่เปิดประชุมกันกลางสนาม

        การนั่งคุยกันกลางสนามฟุตบอลเป็นการป้องกันการถูกแอบฟังที่ดีที่สุด เรื่องที่เอามาเปิดประเด็นก็คือเรื่อง ผอ. โรงเรียนนี้ที่ทำอะไรโดยไม่ปรึกษาพวกเราก่อน คือว่า ผอ. ท่านได้ไปคุยกับทางนายอำเภอ นายก อบจ. ตลอดจนปลัดจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ให้มีการจัดงานเลี้ยงขอบคุณพวกเรา ซึ่งมันไม่ใช่บรรยากาศที่ต้องการให้ชาวค่ายมาสัมผัส เรามาเพื่อเรียนรู้อยู่กับวิถีชุมชนที่ลำบากห่างไกลความเจริญ มาช่วยเหลือโดยไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนมากมายขนาดนี้ แต่ในเมื่อมันไม่ทันแล้ว มีการตั้งโต๊ะตั้งเวทีแล้ว ในเมื่อเขาให้มาก็จำเป็นต้องรับไว้

       งานในคืนนี้คงยิ่งใหญ่กว่านี้ ถ้าไม่มีการทักท้วงท่าน ผอ. ในเรื่องความเหมาะสมเอาไว้ ไม่งั้นท่านคงไปจ้างลิเกคณะไชยยามิตรชัย หรือไม่ก็วงดนตรี ลินคินพาร์ก (Linkin Park) มาแสดงแล้ว ดูหน้า ผอ. ก็รู้ว่าท่านเป็นคนรักสนุก เพราะเห็นท่านกินเหล้าเมามาโรงเรียนทุกวัน

       งานเลี้ยงเริ่มขึ้นในยามราตรี แขกเหรื่อที่ถูกเชิญมาคนใหญ่คนโตทั้งนั้น  อยู่ดีๆ ก็มีคนเอาไมค์ให้ผมออกไปร้องเพลง ผู้คนเยอะแยะมากมาย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นผม บางทีเขาอาจจะมองเห็นรังสีออร่าออกมาจากตัวผม แต่จริงๆ เลยคือถ้าไม่ได้กินเหล้าผมจะร้องเพลงไม่เป็น ก็เลยให้พี่คึกคักช่วยรับไมค์ไปแทน เพราะเขามีความสามารถในการถือไมค์  พอพี่แกรับไมค์ไปแล้วพวกเราก็ซวยหมู่  แกเล่นลมเพลมพัดให้ผู้ชายในค่ายทุกคนขึ้นไปบนเวที แล้วให้เลือกผู้หญิงเป็นคู่เต้นรำด้วย นั่นคือโชคร้าย แต่โชคดีคือเริ่มที่ผมเป็นคนเลือกก่อน งานนี้น้องปาล์มก็เสร็จผมสิครับ

       มาถึงตรงนี้ขอแก้ข่าวว่าความจริงไม่ได้มีอะไร ก็แค่สนุกสนานกันเฉยๆ เป็นธรรมดาที่ผู้ชายทั่วไปชอบผู้หญิงโดยที่ยังไม่ทันได้รู้จักตัวตนของเขา ผมก็ชอบอยู่หลายคนในค่าย แต่ปาล์มพิเศษกว่าคนอื่นตรงที่เขาหน้าคล้ายแฟนเก่าผมแค่นั้นเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไปตกหลุมรักเขา ชอบกับรักมันต่างกัน คนเราชอบกี่คนก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เราควรเลือกรักแค่คนเดียว มันอยู่ที่ว่าตลอดค่ายจนจบค่ายไปแล้วเรารู้สึกผูกพันกับใครก็อาจจะรักคนนั้น หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ แต่ตอนนั้นที่ผมเลือกปาล์มเพราะผู้หญิงคนอื่นผมไม่ค่อยกล้าเล่นกับเขา เรื่องก็เป็นเช่นนี้แหละครับ

       19 พ.ค.  ผมอยู่โครงสวัสดิการ โดยมีดวน แม่ครัวประจำค่าย เป็นแกนนำ เพราะโครงสร้างไม่มีงานที่ต้องใช้แรงงานหนักๆ แล้ว คนอย่างผมก็เลยหมดความหมาย ถูกส่งเข้าไปเก็บในโรงครัว

       การแบ่งโครงของค่ายนี้จะไม่เหมือนค่ายเซเวียร์ ถ้าเป็นค่ายเซเวียร์จะมีโครงอาหารแยกต่างหาก มีหน้าที่ทำกับข้าวโดยเฉพาะ เพราะค่ายเซเวียร์ต้องการโครงสวัสดิการที่ต้องทำงานหลายอย่างทั้งล้างจาน ทำความสะอาด สร้างสิ่งอำนวยความสะดวก เดินข้ามเขาไปส่งเสบียง

       งานนี้ผมรับหน้าที่ QC ไปเต็มๆ อาหารอะไรที่ทำเสร็จแล้วต้องผ่านการตรวจสอบ ชิม ชิมแล้วก็ชิม นอกจากทำอาหารแล้วโครงสวัสดิการก็ยังต้องล้างห้องน้ำ

       ผมพานางงามประจำค่ายอย่างน้องนุชไปล้างส้วม ผมรู้สึกว่าส้วมที่นี่มันแปลกๆ พิกล ผมไม่ค่อยชอบมันมากนัก ผมไม่ชอบที่อ่างน้ำของแต่ละห้องมันต่อถึงกัน ถ้าอยู่ดีๆ มีมือโพล่ออกมาจากอีกห้องจะทำยังไง บางทีเขาอาจจะออกแบบมาเพื่อให้ส่งสบู่ให้กันได้

       ในค่ายนี้มีแต่คนชอบเล่าเรื่องผี ชาวบ้านว่ากันว่าที่นี่ของมันแรง หลายคนเห็นหรือเจออะไรแปลกๆ ในยามค่ำคืนก็จะเอามาเล่า ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผีแต่ผมก็ชอบฟังเรื่องที่คนอื่นเล่า แต่เท่าที่ผมเคยฟังมา แถวบ้านผมเขาว่ากันว่า ถ้าเห็นหรือเจออย่าเล่าอย่าพูดในที่นั้น มันอาจจะตามคุณมา มันอาจนั่งอยู่ข้างคุณในตอนนี้

       คืนนี้มีรอบกองไฟ ชาวบ้านจะมาร่วมกับพวกเราด้วย วันนี้เลยต้องเตรียมตัวทำการแสดงกันให้พร้อม ละครก็ได้คิดขึ้นมาแล้ว ให้ผมไปซ้อมบทมาแล้ว มาบอกกันตอนเย็นว่าเปลี่ยนเป็นเรื่องใหม่ เลยต้องรีบซ้อมกันให้วุ่น ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ที่เหลือไปตายเอาดาบหน้า ให้นักแสดงแต่ละคนสวมบทกันเอาเอง

       ตอนเปิดพิธี ก็ได้รับเกียตริจากเผ่าซูลูมาจุดไฟ พี่คึกคักสวมบทบาทหัวหน้าเผ่าซูลูควงคบเพลิงมันส์ไปหน่อย ลูกไฟหลุดจากด้ามไม้ไปตกบนพื้นสนามสร้างความฮือฮาให้ผู้ชมได้ไม่น้อย

       ถึงคิวผมแสดงก็รับบทเป็นบุญทิ้ง เกือบเรียกน้องเฟิร์นว่า “อีคำเหลา” เพราะในบทน้องเฟิร์นเป็นทองกวาว คนเขียนบทแต่งเรื่องได้ดีมาก บุญทิ้งกับทองกวาวนั่งจีบกันบทหลังควาย ทองกวาวหนีตามบุญชู้ บุญทิ้งร้องไห้กับควาย บุญชู้พบรักกับเกย์ ทองกวาวซมซานกลับมาเป็นเมียบุญทิ้ง มีลูกชื่อหนูดาว โตขึ้นไปเป็นดาวมหาลัยอยู่กรุงเทพฯ แล้วกลับบ้านมาเจอควาย สรุปคือไม่ได้มีสาระอะไรเลย แต่กลับปิดท้ายละครได้โดยให้ข้อคิดว่า เราควรสำนึกรักถิ่นฐานบ้านเกิด ฉลาดสุดๆ

       คืนนี้เป็นคืนที่เรากับชาวบ้านต้องลาจากกัน เพราะพรุ่งนี้จะไม่มีกิจกรรมร่วมกับชุมชนแล้ว พรุ่งนี้พวกเราจะไปทัศนะศึกษาตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัดพิจิตร

       คืนนี้ที่บ้านน้ำผึ้งบรรยากาศเดียวกันกับที่กิ่วสะแวกเมื่อปีที่แล้ว ชาวบ้านเดินทางกลับบ้าน ชาวค่ายนั่งประชุมและสรุปกิจกรรม ความรู้สึกเดิมๆ มันหวนคืนกลับมาหาผมอีกครั้ง

       ตอนสรุปกิจกรรม ผมสนใจก็แต่เรื่องของสัตว์ประหลาดที่รูปร่างคล้ายทาก มีสีดำ ชอบอาศัยอยู่ในต้นกล้วย โครงวิถีชุมชนเล่าให้ฟังว่าไปเจอพวกมันอยู่เต็มถนนตอนหลังฝนตก ชาวบ้านบอกว่าภาษาถิ่นเรียก "ตัวกืบ"  อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนท่านหนึ่งยืนอยู่ข้างๆ บอกข้อมูลของแมงชนิดนี้ให้พวกเราฟัง  “กินได้ไหมครับ” คือคำถามสุดท้ายที่ถาม อปพร. ท่านนั้น แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา

       แล้วทันใดนั้นก็มีเรื่องระทึกใจเกิดขึ้น ผู้หญิงตรงกลางแถวกรีดร้องขึ้นอย่างเสียงดัง คนในแถวลุกขึ้นวิ่งหนีกันแตกกระเจิงราวกับหนีตายจากอะไรซักอย่างที่ดูเหมือนกำลังเคลื่อนที่มาทางผมซึ่งนั่งอยู่ท้ายแถว คนข้างหน้าวิ่งมาข้างหลังคนข้างหลังก็ลุกตามกันเป็นโดมิโน่ ตอนนั้นมันเกิดขึ้นเร็วมาก สิ่งที่ผมนึกถึงทันทีคือ “งู”  ผมไม่ใช่คนกลัวงู แต่ผมกลัวพิษงู ไม่ว่ามันจะเป็นจงอาง เห่า แมวเซาหรือเขียวหางไหม้ ด้วยสัญชาตญาณก็ต้องกระโดดหลบ

       อปพร. ท่านนั้นวิ่งมาอย่างกล้าหาญ ส่องไฟฉายดู สิ่งที่ปรากฏต่อหน้า ทุกคนแทบไม่อยากเชื่อสายตา เพราะมันคือ  “เขียดน้อย” ตัวมันเล็กเท่าเม็ดชาไข่มุก ผมตบหัวตัวเองพร้อมกับพูดออกมาคำเดียวว่า “เหี้ยเอ๊ย”

 

จากบันทึกตอนที่ 212
      
“บอกให้ทหารสุนัขรับใช้อำมาตย์ได้รู้ว่า ถ้าคุณทำร้ายคนเสื้อแดง แม้เลือดหยดแต่หยดเดียว นั่นหมายความว่า กรุงเทพจะเป็นทะเลเพลิงทันที”  คำพูดปลุกระดมของแกนนำที่เคยใช้ขู่รัฐบาล ยังดังกึกก้องในหูผม วันนี้มันไม่ใช่แค่คำขู่อีกต่อไป

       สิ่งที่ผมห่วงมาตลอด ในที่สุดมันก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อรัฐบาลสั่งทหารสลายการชุมนุม บรรดาแกนนำประกาศมอบตัวท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของผู้ชุมนุม ทุกอย่างเป็นไปตามยุทธการผึ้งแตกรัง อาวุธสุดท้ายของการประท้วงในทุกยุคทุกสมัยที่ต้องสู้แบบทิ้งทวนเมื่อถึงเวลาจนตรอก ก็คือต้องเอาบ้านเมืองเป็นเดิมพันกันเลยทีเดียว มวลชนซึ่งไร้แกนนำย่อมยากเกินจะควบคุม มีการก่อจลาจลเผายางรถยนต์ไปทั่วกรุงเทพฯ เสียงพรุ เสียงปืน เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ไฟบรรลัยกัลป์โหมกระหน่ำลุกไหม้ไปทั่วเมือง

       20 พ.ค.  วันนี้เป็นวันที่ชาวค่ายเราจะไปทัศนะศึกษา ผมจะเที่ยวจังหวัดพิจิตรอย่างสบายใจได้อย่างไรถ้าคนที่ผมห่วงใยยังติดอยู่ในกรุงเทพฯ บ้านเธออยู่ในพื้นที่ที่มีเหตุการณ์  ข่าวในทีวีบอกว่าจะมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ ตอนนั้นตัวผมอยู่พิจิตรแต่ใจผมอยู่กรุงเทพฯ โน่นแล้ว

       สิ่งที่ผมทำคือโทรไปใช้รุ่นน้องให้ไปเช็คดูว่าเธอและครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง ทันทีที่ได้ยินเสียงตอบกลับมาทางโทรศัพท์ “ทุกคนปลอดภัยดีครับ”  ผมรู้สึกดีขึ้นเยอะ ทำไมผมต้องคิดถึงคนที่ลบผมออกจากรายชื่อเพื่อนในเฟซบุ๊คและไฮไฟ เราเลิกคบกันแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมผมยังรักเธออยู่

       คำตอบที่ได้ยินทางโทรศัพท์ถึงมันจะไม่ได้ช่วยให้เรื่องระหว่างเรากลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่มันก็ช่วยให้ผมเที่ยวพิจิตรได้อย่างสบายใจขึ้นบ้าง

       พวกเราเดินทางโดยรถบัสที่มารอรับอยู่หน้าโรงเรียน ความสนุกของการไปเที่ยวครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ดูเหมือนจะอยู่ที่การได้ร้องเพลงและเต้นไปบนรถมากกว่า

       มีบางคนบอกว่าบุคคลสำคัญของเมืองพิจิตรคือไกรทอง ผมอยากจะบอกว่าไกรทองเป็นแค่เรื่องแต่ง ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ที่รู้คือคนพิจิตรนั้นเก่งในเรื่องการแสดง เพราะมีดารา นักร้อง นักแสดง รวมถึงลิเกชื่อดังหลายคนเป็นชาวพิจิตร

       รถพาพวกเราแวะตามวัดต่างๆ อาทิเช่น วัดหลวงพ่อโต วัดมหาธาตุ วัดท่าหลวง ยังมีวัดอีกมากมายที่เราผ่านมาแต่ไม่ได้ลงแวะ ตอนนั้นผมอยากจะตะโกนออกมาจริงๆ เลยว่าวัดเยอะโคตรๆ

       พระที่มีชื่อเสียงของเมืองพิจิตรคือหลวงพ่อเพชร เป็นพระพุทธรูปที่เคยประดิษฐานอยู่ที่วัดเก่าแก่อย่างวัดนครชุม แต่ปัจจุบันได้อัญเชิญไปประดิษฐานอยู่วัดท่าหลวงริมฝั่งแม่น้ำน่าน

       ไฮไลท์ของการเที่ยววัดมักจะอยู่ที่การเสี่ยงเซียมซีและการยกช้างเสี่ยงทาย คือให้ตั้งจิตอธิษฐานสองครั้ง ครั้งแรกขอให้ยกขึ้น ครั้งที่สองขอให้ยกไม่ขึ้น ถ้าเป็นตามนี้คำอธิษฐานก็จะเป็นจริง ผมเองก็รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นจิตวิทยา แต่ก็ยังอยากลองอยู่ดี ตามธรรมชาติของคนเราย่อมอยากให้คำอธิษฐานเป็นจริงอยู่แล้ว ครั้งแรกเราย่อมออกแรงยกมากกว่าครั้งที่สอง บวกกับเสียพลังในการยกครั้งแรกไปแล้วนั่นเอง

       ผ่านวัดวาอารามมามากมาย พวกเราก็มาถึงบึงสีไฟ สถานที่อันเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดพิจิตร  บึงสีไฟเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศ รูปปั้นจระเข้อยู่ด้านหน้าบึงสีไฟ มีความยาวถึง 38 เมตร กว้าง 6 เมตร สูง 5 เมตร ภายในตัวจระเข้นี้ทำเป็นห้องประชุมขนาด 25-30 ที่นั่ง

        จังหวัดพิจิตรเป็นเมืองพญาชาละวัน ผมชอบตรงที่มันมีจระเข้เยอะ มันเป็นสุดยอดนักฆ่าขวัญใจผม เหมือนแรมโบ้ นักรบเดนตาย มันดูนิ่ง เงียบ แต่พอได้จังหวะก็จู่โจมอย่างรวดเร็ว นี่คือคุณสมบัติของนักฆ่าดีๆ นี่เอง  ผมสนใจศึกษาเรื่องของจระเข้ตั้งแต่สมัยอยู่อนุบาล เริ่มตั้งแต่สมุดภาพ หนังสือ รายการทีวี สารคดีสำรวจโลก

       จระเข้นั้นไม่สามารถกินคนเข้าไปทั้งตัวได้ เพราะกระเพราะอาหารของมันมีขนาดประมาณเท่าลูกบาสเกตบอล มีการพบว่าไข่ของจระเข้จะกำเนิดออกมาเป็นตัวผู้หรือตัวเมียนั้นขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในการกกไข่ โดยอุณหภูมิประมาณ 30 องศาเซลเซียสจะได้เพศผู้ แต่ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 32 องศาเซลเซียสจะได้เพศเมีย

       ที่บึงสีไฟมีบ่อที่เลี้ยงจระเข้ไว้มากมาย   “บนบกเราคล่องแคล่วกว่ามัน” เสียงของพี่คึกคักพูดกับน้องๆ ผมหันไปมองแล้วพยักหน้าเห็นด้วย   “เราตัวเล็กกว่ามัน” ผมก็ยังเห็นด้วย เพราะที่นี่มีจระเข้บางตัวตัวใหญ่กว่าคน   “เราดำน้ำเก่งไม่แพ้มัน” ผมเริ่มรู้สึกทะแม่งๆ ถ้าบอกอีกทีว่าเรากินได้ทุกอย่าง ทั้งของเน่า ซากสัตว์ ชอบคาบไก่ไปกินในน้ำนี่รู้เลย ผมก็ลืมไปว่าพี่คึกคักแกชอบเปรียบตัวเองเป็นสัตว์ที่เรียกว่า “เหี้ย”

 

 

       พวกเราเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่ไปดูสถานแสดงพันธุ์ปลาเฉลิมพระเกียรติ ลักษณะอาคารเป็นรูปดาวเก้าแฉก ยื่นลงไปในบึงสีไฟ ภายในประกอบด้วยตู้แสดงพันธุ์ปลามากกว่า 20 ชนิด

       ขากลับผ่านวนอุทยานนครไชยบวร เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการดูนกเป็ดน้ำ แต่เผอิญช่วงเวลาที่เรามามันไม่มีนก รถจึงได้แต่ชะลอให้พวกเราหันไปมองดูให้รู้ว่า “อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง”

       พอกลับมาถึงโรงเรียน พวกเราก็เดินไปที่วัด  หลวงพ่อท่านได้มอบพระเครื่องให้พวกเราเอาไปบูชาคนละองค์

       คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของการอยู่ค่าย สองสามคืนที่ผ่านมา เราซ้อมร้องเพลง เราทำบายศรี ก็เพื่อพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ในค่ำคืนนี้ ทุกคนนั่งล้อมกันเป็นวงกลม พิธีเทียนเริ่มขึ้นโดยที่ในมือทุกคนมีเทียนไขคนละเล่ม เทียนเล่มน้อยเล่มนี้ ถ้าถูกจุดในที่ๆ เต็มไปด้วยแสงสว่าง ก็คงจะไม่มีประโยชน์เท่าไหร่  ในทางกลับกัน ถ้าเทียนเล่มน้อยเล่มนี้ ถูกจุดในที่ๆ มืดมิด คุณค่าของมันก็คงจะเพิ่มขึ้นมาอย่างมากมาย  เทียนเล่มเดียวย่อมให้แสงสว่างเพียงน้อยนิด แต่ถ้าเทียนหลายเล่มรวมกันมันก็จะมีพลังทำให้ที่ๆ มืดมิด กลายเป็นที่ๆ เต็มไปด้วยแสงสว่าง

       จบพิธีเทียนก็ทำพิธีบายศรี ผมยกบายศรีมาวางกลางห้อง ทุกคนช่วยกันร้องเพลงประสานเสียง ผูกข้อไม้ข้อมือให้กันและกัน ถือเป็นการรับน้องใหม่เข้าสู่สังคมของคนมีอุดมการณ์

       พิธีเปิดใจนั้นบางคนมีคำพูดแปลกๆ  น้องใหม่อาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ผมรู้ พวกเราทุกคนที่เป็นพี่ใหญ่รู้  รู้ว่าเหมียวรู้สึกยังไง รู้ว่าพี่หน่อยคิดอะไร รู้ว่าสิ่งที่แบงค์พูดหมายถึงอะไร  เราซ้อมร้องเพลงด้วยกันมาหลายคืนในห้องลับที่ไม่ให้พวกปี 1 เข้ามายุ่ง เราซ้อมร้องเพลงด้วยกันโดยมีดนตรีประกอบ คนเล่นดนตรีเป็นทั้งคนที่คอยให้คำแนะนำ คอยติชม ให้เพลงออกมาดีที่สุด แต่ในคืนวันพิธีจริง เสียงกีต้าร์หายไปไหน ทำไมมีแต่กีต้าร์วางไว้แต่ไม่มีคนเล่น  ขณะที่แต่ละคนกำลังพูดเปิดใจกันไป ในที่สุดบอมก็โผล่มา พร้อมกับเหยือกใส่น้ำผลไม้รวม โดยที่เขาบอกว่าให้ถือซะว่าน้ำนี้เป็นน้ำร่วมสาบานที่เขาตั้งใจทำมาให้ เพราะเขามีหน้าที่เล่นกีตาร์ในคืนนี้ แต่สายกีต้าร์มันขาดไป 1 เส้น ก็เลยทำน้ำผลไม้มาให้พวกเราดื่ม เพื่อเป็นการขอโทษ ผมเชื่อว่าทุกคนที่อึดอั้นตันใจ ไม่เข้าใจ พอได้ยินแบบนี้คงหันไปสังเกตว่ากีต้าร์เหลือสายแค่ 5 เส้นจริงๆ ทุกคนคงจะเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่จำเป็นต้องมีการให้อภัยเพราะมันไม่ใช่ความผิดของใคร

       21 พ.ค.  เก็บของขึ้นรถ เดินทางออกจากโรงเรียน โบกมืออำลาเด็กนักเรียนที่เคยร่วมสนุกกันมา โบกมืออำลาพ่อแม่พี่น้องที่ร่วมเต้นแอโรบิคด้วยกันมา โบกมืออำลาทุกๆ คน

       วันนี้ที่กรุงเทพฯ ยังคงมีการประกาศกฎอัยการศึก ห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานในเวลาสองทุ่มถึงหกโมงเช้า พวกเราเดินทางมาถึงวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ในตอนหัวค่ำ เป็นความจำเป็นที่พวกผู้ชายต้องนอนที่วิทยาลัยพยาบาล ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้เพราะติดเคอร์ฟิว

       เนสพาพวกเราเข้าพักยังหอพักของนักศึกษาพยาบาลชาย ผู้ชายแต่ละคนที่เรียนพยาบาล มือไม้จะอ่อนช้อยแบบว่าเห็นแล้วเสียวตูด คืนนี้พวกเราต้องเกาะกลุ่มกันไว้ให้ดีถ้าไม่อยากเสียตัว

       กรุงเทพฯ คืนนี้เงียบจนน่ากลัว บนท้องถนนไม่มีรถยนต์สัญจร ไม่มีแท็กซี่หรือรถเมล์วิ่งผ่าน ร้านค้าและสถานบริการปิดหมด สถานการณ์หนาวๆ ร้อนๆ แบบนี้ถือซะว่าเราพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

       ณ อาคารนอนของนักศึกษาพยาบาลหญิงอันเป็นตึกสูงด้านทิศตะวันตก ติดแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศยามค่ำคืนสวยงามมาก สถานที่แห่งนี้มันเป็นโรงเรียนหรือโรงแรมกันแน่ ที่นี่คือสถานที่ต้องห้ามมิให้บุคคลภายนอกเข้ามา แต่ในวันนี้พวกเราได้เข้ามานั่งรับประทานอาหารกันที่นี่ ขอบคุณพี่หน่อย ขอบคุณน้องๆ ขอบคุณเพื่อนร่วมค่าย ขอบคุณวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ ขอบคุณเคอร์ฟิว

ดอกไม้แย้มกลีบ     บานแล้วในใจฉัน

จงหอมชั่วนิรันดร์ ..    มิโรยร่วงผ่านจากใจเราผอง

จงมอบความรักด้วยใจภักดี   มอบชีวีให้เธอคุ้มครอง

ความหวังดีเจ้าคอยปกป้อง ทั้งตื่นและฝัน

คนพิทักษ์โลก

Comments

Avatar

nutloveboo

ว่าว สุดๆไปเลย
ความคิดเห็นเมื่อ : about 1 year
กรุณาล็อกอิน หรือ คลิก เพื่อทำการสมัครสมาชิก Truelife

คุณต้องการลบความคิดเห็นนี้จริงหรือไม่